Alexander Vasilyevich Suvorov
Alexander Vasilyevich Suvorov ภาษารัสเซีย Алекса́ндр Васи́льевич Суво́ров,
วันเกิด แบบเก่า 24 November [แบบใหม่ 13 November 1729 แบบเก่า 1730
วันเสียชีวิต 18 May [แบบใหม่ 6 May] 1800
ตำแหน่งที่ได้รับ
Count Suvorov of Rymnik (граф Рымникский ***ตำแหน่ง Count ขุนนางในยุโรป ฐานะเทียบเท่่า ท่่านเอิร์ล ในอังกฤษ),
Prince of Italy (князь Италийский),
Count of the Holy Roman Empire, national hero of Russia, was the last Generalissimo of the Russian Empire. ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของจักรวรรดิ์รัสเซีย เป็นตำแหน่งสุดท้าย ซึ่งได้รับการสถาปนาพิเศษในฐานะวีรบุรุษของชาติ
Suvorov is one of the few generals in history who never lost a battle, being undefeated in over 60 large battles while always having numerical disadvantage.He was famed for his military manual The Science of Victory and noted for several of his sayings, including "What is difficult in training will become easy in a battle", "The bullet is a mad thing; only the bayonet knows what it is about", and "Perish yourself but rescue your comrade!". He taught his soldiers to attack instantly and decisively: "Attack with the cold steel! Push hard with the bayonet!" He joked with the men, calling common soldiers 'brother', and shrewdly presented the results of detailed planning and careful strategy as the work of inspiration
นายพลซูวาโรฟ เป็นทหารหนึ่งในไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ ที่ไม่เคยรบแพ้ใคร ตลอดการรบใหญ่ๆกว่า ๖๐ ครั้ง ในขณะที่มีหลายครั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ เขามีชื่อเสียงด้านศาสตร์หรือวิชาการต่อสู้ในการรบเพืื่อให้ได้ชัยชนะ คำพูดที่เขาเคยพูดไว้ในตำราหลายๆประโยค เช่น
สิ่งที่เราคิดว่ายากเย็นในขณะที่ฝึก มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่้อคุณอยู่ในสนามรบ ,
กระสุนปืนเป็นแค่ลูกตะกั่วธรรมดา แต่ดาบปลายปืนในมือนี่สิ มันรู้ว่าจุดหมายคืออะไร
จงสละชีพตัวเอง เพื่อรักษาชีวิตเพื่อนทหาร
เป็นต้น เขาสอนให้ทหารของเขา ต่อสู้อย่างสุดกำลังและเฉียบขาด โจมตีด้วยแท่งเหล็กที่เย็นเฉียบและเสียบให้มิดด้วยดาบปลายปืนในมือ บางทีเค้าก็พูดตลกๆกับทหารของเขา เขาเรียกทหารของเขาว่า พี่น้อง และแสดงรายละเอียดการวางแผนกลยุทธการรบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าทหารมั่นใจว่า ด้วยยุทธวิธีการรบแบบนี้ พวกเขาต้องรบชนะอย่างแน่นอน
Early life and career
Suvorov was born into a noble family originating from Novgorod at the Moscow mansion of his maternal grandfather Fedosey Manukov (Manukyan), an Armenian landowner from Oryol Governate and an official of Peter I. Fedosey Semyonovich Manukov is the first Armenian to have been officially conferred the highest officer’s title of general.
ช่วงต้นของชีวิตและการทำงาน
นายพลซูวาโรฟ เกิดใสตระกูลขุนนางจากเมืองนาฟโกรัด ในคฤหาสน์ของบรรพบุรุษทางสายแม่ หรือท่านตาชื่อ เฟโดเซฟ มานูคอฟ หรือมานูคูอัน ในเมืองมอสโคว์ เขาเป็นเจ้าของที่ดินแถบอาร์เมเนียน เป็นข้าราชการของของซาร์ปีเตอร์ที่ ๑ แห่งเมืองโอรูอัล หรือโอเรนเบิร์ก ในรัสเซีย เฟโดซี่ย์ ซีมูอันโนวิช มานูคอฟ เป็นชาวอาร์เมเนี่ยนคนแรกที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งข้าราชการระดับสูงที่สุดของนายทหาร
His father, Vasiliy Suvorov, was a general-in-chief and a senator in the Governing Senate, and was credited with translating Vauban's works into Russian. His paternal ancestors had emigrated from Sweden in 1622. His mother, Avdotya Fyodorovna née Manukova, was the daughter of Fedosey Manukov and part of an Armenian noble family from Artsakh. She is buried in Moscow in the Armenian Vagankovo Cemetery. The inscription on her tombstone says says: "Manukova-Suvorova Avdotia".
พ่อของเขาชื่อ วาสิลี่ ซูวาโรฟ เคยเป็นนายทหารระดับหัวหน้า และยังเป็นสมาชิกสภาสูงในวุฒิสภา และได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้แปลผลงานขอว โวบาน(หนึ่งในองคมนตรีของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส )เป็นภาษารัสเซีย บรรพบุรุษทางสายพ่ออพยพมาจากสวีเดินในปี ๑๖๒๒ แม่ของเขา ชื่อ อาฟโดเทีย ฟูอาดาโรฟนา นีเย มานูโคว่า เป็นบุตรสาวของ เฟโดซี่ มานูคอฟ เป็นเชื้อสายครอบครัวขุนนางอาร์เมเนียน จากอาทซัค เธอถูกฝังในมอสโคว์ ในสุสานของ อาร์เมเนียน วากานโกวา บนหลุมศพของเธอมีคำจารึกไว้ว่า มานูโควา ซูวาโรว่า อาฟโดเทีย
He told the Swedish ambassador to Russia in 1791 that his paternal family came from Sweden, their surname Suvorov comes from words "sywe" and "wara", syvä meaning "deep" and vaara meaning "hill" or "danger". His maternal family surname Manukov was the Russified version of Manukyan, originating from the common Armenian first name "Manuk", meaning "child" or "young".Also in Armenian, the word suser means "sword", meaning a possible influence from his Armenian ancestry.
ในปี คศ. ๑๗๙๑ นายพลซูวาโรฟบอกกับฑูตชาวสวีเดนที่อยู่ในรัสเซียว่า ตระกูลทางบิดาของเขา มาจากสวีเดน นามสกุล ซูวาโรฟ มาจากคำว่า ซูเว และ วารา ซูเว หมายถึง ลึก และวารา หมายถึงภูเขา หรืออันตราย ตระกูลทางมารดาใช้นามสกุล มานูโคฟ ซึ่งเป็นภาษารัสเซียที่ใช้กันในหมู ชาวมานูคูอาน ที่มีถิ่นกำเนิดในดินแดนอาร์มาเนียน คำแรก มานุค หมายถึงเด็ก หรือ วัยรุ่น คำว่า ซูเซอร์ หมายถึงดาบ นั่นจึงหมายถึง พลังอำนาจทั้งหลาย เขาได้รับมาจากบรรพบุรุษของเขานั่นเอง
As a boy, Suvorov was a sickly child and his father assumed he would work in civil service as an adult. However, he learned to read French, German, Polish, and Italian, and devoted himself to intense study of several military authors including Plutarch, Quintus Curtius, Cornelius Nepos, Julius Caesar, and Charles XII. He tried to overcome his physical ailments through rigorous exercise and exposure to hardship. His father, however, insisted that he was not fit for the military. When Alexander was 12, General Gannibal, who lived in the neighborhood, overheard his father complaining about Alexander, and asked to speak to the child. Gannibal was so impressed with the boy that he persuaded the father to allow him to pursue the career of his choice. Suvorov entered the army in 1748 and served in the Semyonovsky Life Guard Regiment for six years. During this period he continued his studies attending classes at Cadet Corps of Land Forces. He gained his first battle experience fighting against the Prussians during the Seven Years' War (1756–1763). After repeatedly distinguishing himself in battle Suvorov became a colonel in 1762, aged around 33.
ในขณะที่ยังเป็นเด็กอยู่ เด็กชายซูวาโรฟ เป็นเด็กขี้โรค พ่อของเขาจึงคิดเอาไว้ว่า เขาน่าจะได้ทำงานแบบพลเรือน เหมือนผู้ใหญ่คนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เรียนภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน โปแลนด์ และภาษาอิตาลี และอุทิศตัวเอง ในการเรียนรู้อย่างเข้มข้น อ่านบทความทางการทหารมากมาย อาทิเช่น พลูตาช, ควินตัส เคอทิอุส, คอร์เนลิอุส เนโพส, จูเลียส ซีซาร์ และพระเจ้าชาร์ลส ที่ ๑๒ เขาพยายามเอาชนะความอ่อนแอทางร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายอย่างหนัก ทุกข์ทรมานอยู่กลางแดดจ้า แต่พ่อของเขาก็ยังยืนยันว่า เขาไม่เหมาะที่จะทำงานในกองทัพอเมื่อเขาอายุ ๑๒ ปี เพื่อนบ้านคนหนึ่งของเขาชื่อ นานพลกันนิบาล ได้ยินเสียงพ่อบ่นเกี่ยวกับอเล็กซานเดอร์ เขาจึงเข้ามาขอคุยกับเด็กชาย นายพลกันนิบาล ประทับใจในตัวเด็าย เขาจึงหว่านล้อมพ่อ ให้อนุญาตให้ด็กชายในการเลือกอาชีพด้วยตัวเขาเอง ซูวาโรฟ ได้เข้าไปทำงานในกองทัพ ในปี คศ ๑๗๔๘ และทำงานในกองทหารองครักษ์ หนึ่งในสองกองทหารองครักษ์ที่เก่าแก่ แห่งกองทัพจักรพรรดิรัสเซีย เป็นเวลา ๖ ปี ในระหว่างนั้น เขายังคงเข้าเรียนในโรงเรียนฝึกทหารของกองทัพบก สงครามแรกที่เขาได้เข้าร่วม คือสงครามกับชาวปรัสเซีย ในสงคราม ๗ ปี (๑๗๕๖ ถึง ๑๗๖๓) หลังจากนั้น เขาก็ปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์การรบในสงคราม และได้เลื่อนยศเป็นนายพัน ในปี คศ. ๑๗๖๒ เมื่ออายุ ๓๓ ปี
As battle-tested as he was, Suvorov next served in Poland during the Confederation of Bar, dispersed the Polish forces under Pułaski, captured Kraków (1768) paving the way for the first partition of Poland between Austria, Prussia and Russia, and reached the rank of major-general.
สำหรับซูวาโรฟ ทุกสงครามคือการทดสอบตัวเอง เขาพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ สงครามต่อมาในโปแลนด์ เป็นสงครามสมาพันธ์รัฐระหว่างพวกขุนนางและพวกผู้ดี กับพวกชนชั้นสูงที่นับถือศาสนาโรมันคาทอลิค กองกำลังชาวโปแลนด์กระจายไปทั้วภายใต้การนำของโปลาสกี้ คราสโคว์ ถูกจับในปี ๑๗๖๘ ในขณะเดินทางไปในการแบ่งแยกของโปแลนด์ในครั้งแรกระหว่าง ชาวออสเตรีย ปรัสเซีย กับรัสเซีย และซูวาโรพ ก็ได้รับตำแหน่ง นายพล ในที่สุด
The Russo-Turkish War of 1768–1774 saw his first successful campaigns against the Turks in 1773–1774, and particularly in the Battle of Kozluca, he laid the foundations of his reputation, becoming a lieutenant-general in 1774. His later earned victories against the Ottomans bolstered the morale of his soldiers who were usually outnumbered. His astuteness in war was uncanny.
สงครามรัสเซีย เตอรกี ในปี 1768–1774 เขาได้พบความสำเร็จครั้งแรกในการต่อสู้กับชาวเตอร์ก ในปี 1773–1774 และได้เข้าร่วมในสงคราม คอสลูซา เขาเป็นคนวางแผนปฏิการ เนื่องมาจากชื่อเสียงกิตติศัพท์ของเขาเอง และได้รับการสถาปนายศเป็นพลโท ในปี 1774 เขาชนะสงครามกับชาวออตโตมาน ซึ่งมีผลทำให้ทหารที่มีจำนวนน้อยกว่าศัตรู มีขวัญมีกำลังใจและเข้มแข็งขึ้น ไหวพริบและปฏิพานในการทำสงครามของเขาเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ จนไม่อาจอธิบายได้
In 1774, Suvorov was dispatched to suppress the rebellion of Pugachev, who claimed to be the assassinated Tsar Peter III, but arrived at the scene only in time to conduct the first interrogation of the rebel leader, who had been betrayed by his fellow Cossacks and was eventually beheaded in Moscow.
ในปี 1774 พลโทซุวาโรฟ ถูกส่งไปปราบกบถปูกาเชฟ นายพลนอกราชการที่่ก่อการกบถ ในสมัยพระนางแคเธอรีนที่ ๒ ยึดอำนาจในรัสเซีย เขาถูกกล่าวหาว่า เป็นคนสังหาร ชาร์ ปีเตอร์ที่ ๓ แต่เมื่อซูวาโรฟมาถึง เขากลับได้เห็นภาพผู้นำกลุ่มก่อการคนแรกถูกสอบสวน โดยทหารของเขาที่ชื่อ คอสแสก ได้ทรยศเขา และเขาถูกตัดศีรษะในมอสโคว์
Battles against the Ottoman Empire
From 1777 to 1783 Suvorov served in the Crimea and in the Caucasus, general of infantry in 1786, upon completion of his tour of duty there. He commanded the Russian troops in the Crimea from 1782 to 1784 and, on behalf of Empress Catherine II, organized the resettlement of Armenian migrants displaced from Crimea and gave them permission to establish a new city, named Nor Nakhichevan by the Armenians. Suvorov is considered one of the historical founders of the city. Earlier, in 1780, on behalf of Prince Grigory Potemkin, Suvorov participated in a meeting together with fellow prominent Russian Armenians Ivan Lazarev and Osip Argutinsky for drafting the rehabilitation of the Armenian statehood and was even appointed the Commander of Astrakhan by Russian troops, who were supposed carry out the liberation of Armenia. However, the movement of Russian troops into the south Caucasus was not carried out.
สงครามกับอาณาจักรออตโตมาน
จากปี คศ. 1777 ถึงปี คศ. 1783 นายพลซูวาโรฟ เข้าร่วมสงคราม ในแหลมไครเมียและคอเคซัส ในฐานะนายพลแห่งกองทหารราบ ในปี 1786
From 1787 to 1791 he again fought the Turks during the Russo-Turkish War of 1787–1792 and won many victories; he was wounded twice at Kinburn (1787), took part in the siege of Ochakov, and in 1789 won two great victories at Focşani and by the river Rymnik.
In both these battles an Austrian corps under Prince Josias of Saxe-Coburg participated, but at the battle of Rymnik Suvorov was in command of the whole allied forces.
For the latter victory, Catherine the Great made Suvorov a count with the name "Rymniksky" in addition to his own name, and the Emperor Joseph II made him a count of the Holy Roman Empire.
On 22 December 1790 Suvorov successfully stormed the reputedly impregnable fortress of Ismail in Bessarabia. Turkish forces inside the fortress had the orders to stand their ground to the end and haughtily declined the Russian ultimatum. Their defeat was seen as a major catastrophe in the Ottoman empire, but in Russia it was glorified in the first national anthem, Let the thunder of victory sound!
Suvorov announced the capture of Ismail in 1791 to the Tsarina Catherine in a doggerel couplet.[12]
Battles against Polish uprising
Immediately after the peace with the Ottoman Empire was signed, Suvorov was again transferred to Poland, where he assumed the command of one of the corps and took part in the Battle of Maciejowice, in which he captured the Polish commander-in-chief Tadeusz Kościuszko. On November 4, 1794, Suvorov's forces stormed Warsaw and captured Praga, one of its boroughs.
The massacre of approximately 20,000 civilians in Praga[13] broke the spirits of the defenders and soon put an end to the Kościuszko Uprising. According to some sources [14] the massacre was the deed of Cossacks who were semi-independent and were not directly subordinate to Suvorov. The Russian general was supposedly trying to stop the massacre and even went to the extent of ordering the destruction of the bridge to Warsaw over the Vistula River [15] with the purpose of preventing the spread of violence to Warsaw from its suburb. Other historians dispute this,[16] but most sources make no reference to Suvorov either deliberately encouraging or attempting to prevent the massacre.[17][18]
Suvorov sent a report to his sovereign consisting of only three words: "Hurrah, Warsaw's ours!" (Ура, Варшава наша!). Catherine replied in two words: "Hurrah, Field-Marshal!" (rus. Ура, фельдмаршал!—that is, awarding him this title). The newly appointed field marshal remained in Poland until 1795, when he returned to Saint Petersburg. But his sovereign and friend Catherine died in 1796, and her son and successor Paul I dismissed the veteran in disgrace.
Suvorov's Italian campaign[edit]
Exiled Suvorov receiving the Emperor's order to lead the Russian army against Napoleon.
Main article: Italian and Swiss expedition (1799–1800)
Suvorov spent the next few years in retirement on his estate Konchanskoye near Borovichi. He criticised the new military tactics and dress introduced by the emperor, and some of his caustic verse reached the ears of Paul. His conduct therefore came under surveillance and his correspondence with his wife, who had remained at Moscow—for his marriage relations had not been happy—was tampered with.
It is recorded that on Sundays he tolled the bell for church and sang among the rustics in the village choir. On week days he worked among them in a smock-frock. However, in February 1799 Paul summoned him to take the field again, this time against the French Revolutionary armies in Italy.
The campaign opened with a series of Suvorov's victories (Cassano d'Adda, Trebbia, and Novi). French troops were driven from Italy, save for a handful in the Maritime Alps and around Genoa. Suvorov himself gained the rank of "Prince of the House of Savoy" from the King of Sardinia.
But the later events of the eventful year went uniformly against the Russians. General Korsakov's force was defeated by Masséna at Zürich. Betrayed by the Austrians, the old field marshal, seeking to make his way over the Swiss passes to the Upper Rhine, had to retreat to Vorarlberg, where the army, much shattered and almost destitute of horses and artillery, went into winter quarters. When Suvorov battled his way through the snow-capped Alps his army was checked but never defeated. For this marvel of strategic retreat, unheard of since the time of Hannibal, Suvorov became the fourth Generalissimo of Russia.[citation needed] He was officially promised a military triumph in Russia but court intrigues led Emperor Paul to cancel the ceremony.
Early in 1800 Suvorov returned to Saint Petersburg. Paul refused to give him an audience, and, worn out and ill, the old veteran died a few days afterwards on 18 May 1800, at Saint Petersburg. Lord Whitworth, the British ambassador, and the poet Gavrila Derzhavin were the only persons of distinction present at the funeral.
Suvorov lies buried in the Church of the Annunciation in the Alexander Nevsky Monastery, the simple inscription on his grave stating, according to his own direction, "Here lies Suvorov". But within a year of his death the tsar Alexander I erected a statue to his memory in the Field of Mars.
Progeny and titles
In 1792, Suvorov founded Tiraspol, today the capital city of Transnistria. An equestrian statue of Suvorov sits in the central square of the city.
Suvorov's full name and titles (according to Russian pronunciation), ranks and awards are the following: Aleksandr Vasiliyevich Suvorov, Prince of Italy, Count of Rymnik, Count of the Holy Roman Empire, Prince of Sardinia, Generalissimo of Russia's Ground and Naval forces, Field Marshal of the Austrian and Sardinian armies; seriously wounded six times, he was the recipient of the Order of St. Andrew the First Called Apostle, Order of St. George the Bringer of Victory First Class, Order of St. Vladimir First Class, Order of St. Alexander Nevsky, Order of St. Anna First Class, Grand Cross of the Order of St. John of Jerusalem, (Austria) Order of Maria Teresa First Class, (Prussia) Order of the Black Eagle, Order of the Red Eagle, the Pour le Merite, (Sardinia) Order of the Revered Saints Maurice and Lazarus, (Bavaria) Order of St. Gubert, the Golden Lioness, (France) United Orders of the Carmelite Virgin Mary and St. Lazarus (on 20. April 1800), (Poland) Order of the White Eagle, the Order of Saint Stanislaus.
Suvorov's son, Arkadi Suvorov (1783–1811) served as a general officer in the Russian army during the Napoleonic and Turkish wars of the early 19th century, and drowned in the same river Rymnik that had brought his father so much fame. His grandson Alexander Arkadievich (1804–1882) served as Governor General of Riga in 1848–61 and Saint Petersburg in 1861–66. Suvorov's daughter Natalia Alexandrovna (1775–1844) known under her name Suvorochka married count Nikolay Zubov.
Legacy
But the later events of the eventful year went uniformly against the Russians. General Korsakov's force was defeated by Masséna at Zürich. Betrayed by the Austrians, the old field marshal, seeking to make his way over the Swiss passes to the Upper Rhine, had to retreat to Vorarlberg, where the army, much shattered and almost destitute of horses and artillery, went into winter quarters. When Suvorov battled his way through the snow-capped Alps his army was checked but never defeated. For this marvel of strategic retreat, unheard of since the time of Hannibal, Suvorov became the fourth Generalissimo of Russia.[citation needed] He was officially promised a military triumph in Russia but court intrigues led Emperor Paul to cancel the ceremony.
Early in 1800 Suvorov returned to Saint Petersburg. Paul refused to give him an audience, and, worn out and ill, the old veteran died a few days afterwards on 18 May 1800, at Saint Petersburg. Lord Whitworth, the British ambassador, and the poet Gavrila Derzhavin were the only persons of distinction present at the funeral.
Suvorov lies buried in the Church of the Annunciation in the Alexander Nevsky Monastery, the simple inscription on his grave stating, according to his own direction, "Here lies Suvorov". But within a year of his death the tsar Alexander I erected a statue to his memory in the Field of Mars.
Progeny and titles[edit]
In 1792, Suvorov founded Tiraspol, today the capital city of Transnistria. An equestrian statue of Suvorov sits in the central square of the city.
Suvorov's full name and titles (according to Russian pronunciation), ranks and awards are the following: Aleksandr Vasiliyevich Suvorov, Prince of Italy, Count of Rymnik, Count of the Holy Roman Empire, Prince of Sardinia, Generalissimo of Russia's Ground and Naval forces, Field Marshal of the Austrian and Sardinian armies; seriously wounded six times, he was the recipient of the Order of St. Andrew the First Called Apostle, Order of St. George the Bringer of Victory First Class, Order of St. Vladimir First Class, Order of St. Alexander Nevsky, Order of St. Anna First Class, Grand Cross of the Order of St. John of Jerusalem, (Austria) Order of Maria Teresa First Class, (Prussia) Order of the Black Eagle, Order of the Red Eagle, the Pour le Merite, (Sardinia) Order of the Revered Saints Maurice and Lazarus, (Bavaria) Order of St. Gubert, the Golden Lioness, (France) United Orders of the Carmelite Virgin Mary and St. Lazarus (on 20. April 1800), (Poland) Order of the White Eagle, the Order of Saint Stanislaus.
Suvorov's son, Arkadi Suvorov (1783–1811) served as a general officer in the Russian army during the Napoleonic and Turkish wars of the early 19th century, and drowned in the same river Rymnik that had brought his father so much fame. His grandson Alexander Arkadievich (1804–1882) served as Governor General of Riga in 1848–61 and Saint Petersburg in 1861–66. Suvorov's daughter Natalia Alexandrovna (1775–1844) known under her name Suvorochka married count Nikolay Zubov.
Legacy
Suvorov was buried in Saint Petersburg in the Armenian Church of the Smolensky Cemetery. His grave stone states simply: "Here lies Suvorov".[19]
Russians have long cherished the memory of Suvorov as a great captain of the Russian nation, and for the character of his leadership. In an age when war had become an act of diplomacy, he restored its significance as an act of force. He had a great simplicity of manner, and while on a campaign lived as a private soldier, sleeping on straw and contenting himself with the humblest fare.[citation needed].
Suvorov won more than 60 battles and never lost one.[20]
According to D.S. Mirsky, Suvorov "gave much attention to the form of his correspondence, and especially of his orders of the day. These latter are highly original, deliberately aiming at unexpected and striking effects. Their style is a succession of nervous staccato sentences, which produce the effect of blow and flashes. Suvorov's official reports often assume a memorable and striking form. His writings are as different from the common run of classical prose as his tactics were from those of Frederick or Marlborough".[21]
His gibes procured him many enemies. He had all the contempt of a man of ability and action for ignorant favourites and ornamental carpet-knights. But his drolleries served sometimes to hide, more often to express, a soldierly genius, the effect of which the Russian army did not soon outgrow. If the tactics of the Russians in the Russo-Japanese War of 1904–1905 reflected too literally some of the maxims of Suvorov's Turkish wars, the spirit of self-sacrifice, resolution and indifference to losses there shown formed a precious legacy from those wars. Mikhail Ivanovich Dragomirov (1830-1905) declared that he based his teaching on Suvorov's practice, which he held as representative of the fundamental truths of war and of the military qualities of the Russian nation.[citation needed]
The Suvorov Museum opened in Saint Petersburg in 1900 to commemorate the centenary of the general's death. Apart from in St. Petersburg, other Suvorov monuments have feature in Focşani, Ochakov (1907), Sevastopol, Izmail, Tulchin, Kobrin, Novaya Ladoga, Kherson, Timanovka, Simferopol, Kaliningrad, Konchanskoye, Rymnik, Elm, Switzerland and in the Swiss Alps.
His gibes procured him many enemies. He had all the contempt of a man of ability and action for ignorant favourites and ornamental carpet-knights. But his drolleries served sometimes to hide, more often to express, a soldierly genius, the effect of which the Russian army did not soon outgrow. If the tactics of the Russians in the Russo-Japanese War of 1904–1905 reflected too literally some of the maxims of Suvorov's Turkish wars, the spirit of self-sacrifice, resolution and indifference to losses there shown formed a precious legacy from those wars. Mikhail Ivanovich Dragomirov (1830-1905) declared that he based his teaching on Suvorov's practice, which he held as representative of the fundamental truths of war and of the military qualities of the Russian nation.[citation needed]
The Suvorov Museum opened in Saint Petersburg in 1900 to commemorate the centenary of the general's death. Apart from in St. Petersburg, other Suvorov monuments have feature in Focşani, Ochakov (1907), Sevastopol, Izmail, Tulchin, Kobrin, Novaya Ladoga, Kherson, Timanovka, Simferopol, Kaliningrad, Konchanskoye, Rymnik, Elm, Switzerland and in the Swiss Alps.
มหาวิหารเซนต์เบซิล หรือ Saint Basil's Cathedral หรือ Собор Василия Блаженного
มหาวิหารเซนต์เบซิล หรือ Saint Basil's Cathedral หรือ Собор Василия Блаженного
มหาวิหารเซนต์บาซิล (อังกฤษ: Saint Basil's Cathedral;รัสเซีย: Собор Василия Блаженного) เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย สร้างโดยซาร์อีวานที่ 4 หรือซาร์อีวานผู้โหดร้าย เพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมืองคาซาน เมื่อปี ค.ศ. 1552 ผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้รัสเซียสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่น จึงสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1555
มหาวิหารเซนต์บาซิลมีรูปทรงที่ไม่เหมือนโบสถ์อื่น คือมีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่อยู่ตรงกลาง ทำให้อาคารมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณอันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก หอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นหอคอยสูงรูปแท่งเทียนกำลังลุกไหม้บนปลายลำเทียน ส่งความโชติช่วงชัชวาลย์เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์
มหาวิหารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงทำให้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า ซาร์อีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิกผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่ 4 จึงเป็นที่มาของสมญานามอีวานผู้โหดร้าย (Ivan The Terrible)[1] บริเวณใกล้กันกับมหาวิหารเซนต์เบซิลขนาบข้างด้วยกำแพงเครมลิน เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเลนินหรือสุสานเลนิน ซึ่งเก็บรักษาร่างของวลาดีมีร์ เลนิน ผู้นำคนสำคัญของคอมมิวนิสต์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเคารพศพได้
| มหาวิหารเซนต์บาซิล | |
| สิ่งก่อสร้าง | |
|---|---|
| ฐานะ | อาสนวิหาร |
| นิกาย | รัสเซียนออร์ทอดอกซ์ |
| ที่ตั้ง | มอสโก |
| ประเทศ | |
| การก่อสร้าง | |
| แรกสุด | ค.ศ. 1555 |
| ผู้สร้างแรก | ซาร์อีวานที่ 4 |
| สร้างเสร็จ | |
| ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง | |
| สถาปนิก | ปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ |
| ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว | |
| พิกัด | |
| เว็บไซต์ | เว็บไซต์ท่องเที่ยวกรุงมอสโก |
พระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ (Petrodvorets หรือ Peter's Palace)
พระราชวังฤดูร้อนปีเตอร์ฮอฟ (Petrodvorets หรือ Peter's Palace)
ตั้งอยู่ทางใต้ของอ่าวฟินแลนด์ระยะทางประมาณ 29 กิโลเมตร จากนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นศูนย์รวมของสวนแห่งเมืองปีเตอร์ฮอฟ เป็นพระราชวังที่สวยงามไม่เหมือนใคร และเป็นที่หนึ่งของความใหญ่โตที่สุดในรัสเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นการสืบทอดประเพณีสากล ความสำเร็จ ความกล้าหาญ และความเก่งกาจ ตัวอย่างของกลุ่มสถาปัตยกรรม กลุ่มประติมากรรม และกลุ่มวิศวกรรมที่สอดประสานกับภูมิประเทศที่สวยงาม สร้างด้วยศิลปะผสมทั้งแบบเรอเนสซองส์ บารอก และคลาสสิก โดยใช้สถานิกวิศวกร จิตรกร และปฏิมากรที่มีชื่อเสียงหลายท่าน พระเจ้าปีเตอร์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นใช้เวลาราว 10 ปี ด้านหน้าของพระราชวังหันออกสู่อ่าวฟินแลนด์ มีน้ำพุ บ่อน้ำ แจกัน อ่าง และรูปปั้นสวยงามประดับตกแต่งอยู่ส่วนต้อนรับส่วนแรกในพระราชวังมีห้องเลขานุการสีฟ้ามีภาพวาดของพระราชวังในส่วนต่างๆ ประดับประดาอยู่
พระราชวัง Peterhof หรือที่ชาวรัสเซียเรียกว่า" ปิเตียร์โก๊ฟ "(Петергоф) นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมันแปลว่า " สวนของปีเตอร์ " พระราชวังนี้ตั้งอยู่ที่เมืองปิเตียร์โก๊ฟ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆริมอ่าวฟินแลนด์ห่างจาก St.Petersburg ไปทางตะวันตกประมาณ 29 กิโลเมตรจากริมอ่าวได้มีการขุดคลองขนาดเล็กเข้าไปยังหน้าพระราชวัง ยามเมื่อมีอาคันตุกะจากต่างเมืองมาเยือนทางเรือก็สามารถนำเรือเข้าไปเทียบถึงตัววังได้เลย
มีเรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับชื่อพระราชวังนี้อยู่เล็กน้อย เนื่องจากว่าชาวรัสเซียหลายคนมักเรียกที่นี่ว่า " เปโตรดวาเรียส" แปลได้ว่า " พระราชวังของปีเตอร์" ทำให้เข้าใจ( ผิด)ต่อๆกันมาว่า " เปโตรดวาเรียส" นั้นหมายถึงตัวพระราชวัง ส่วน " ปิเตียร์โก๊ฟ " นั้นเป็นชื่อเมืองที่พระราชวังตั้งอยู่ แต่จริงๆแล้วเป็นความเข้าใจที่ ผิด ค่ะ ทั้งนี้เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการได้เปลี่ยนชื่อพระราชวังและตัวเมืองซึ่งมีสำเนียงแบบเยอรมัน)ให้มาเป็น " เปโตรดวาเรียส" ทั้งนี้ก็เพราะโกรธแค้นที่เยอรมันได้ทุบทำลายและขโมยทรัพย์สมบัติในพระราชวังไปเป็นจำนวนมากในช่วงสงคราม และกลับมาใช้ชื่อ" ปิเตียร์โก๊ฟ " อีกครั้งหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย
บริเวณที่ตั้งของพระราชวังปิเตียร์โก๊ฟ แต่เดิมนั้นเป็นพื้นที่เพาะปลูก กระทั่งพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ทรงดำริจะสร้างเมืองSt.Petersburg ทรงพบว่าบริเวณที่เป็นปิเตียร์โก๊ฟ มีความสำคัญในการต่อการวางแผนจัดสร้างเมือง อย่างมากเพราะจะเห็นภูมิประเทศได้โดยรอบ ในปี 1714 พระองค์ทรงสร้างโปรเจ็กแรกตามภาพสเก็ตของพระองค์ที่เรียกว่า Monplaisir (my pleasure) Palace เป็นตำหนักที่ทำจากไม้ขึ้นที่นี่สำหรับใช้เป็นที่ประทับในฤดูร้อนเมื่อเสด็จไปกลับยุโรป ต่อมาจึงทรงสร้างพระราชวังใหญ่โตงดงามในสวนสวยแบบเดียวกับ Versailles ในฝรั่งเศส
สถาปนิกในช่วงแรก(1714 - 1725)ได้แก่ Johann Friedrich Braunstein , Le Blond , Niccolo Michettiพิธีเปิดพระราชวัง มีขึ้นเมื่อ 15 สิงหาคม 1723 หลังจากนั้นเพียง 2 ปีก็ทรงสวรรคต พระเจ้าซาร์องค์ต่อๆมาทรงขยับขยายพระราชวังออกไปทีละนิดละน้อย แต่ที่ทรงบทบาทในแปลงโฉมพระราชวังจนวิจิตรงดงามอย่างในปัจจุบันนี้ก็คือสมเด็จพระจักรพรรดินี เยลิซาเวียตา พระธิดาองค์ที่สองของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชกับพระนาง เยคาธีริน่า ที่ 1 ค่ะ พระองค์โปรดให้ บาโทโลมิว รัสเตรลลิ สถาปนิกชื่อดังในสมัยนั้นเข้ามาปรับปรุงพระราชวังและเพิ่มน้ำพุเข้าไปในสวน แต่น่าเสียดายว่าเมื่อมีสงครามเกิดขึ้นทุกอย่างที่บรรจงสร้างมาก็ถูกทำลายลง กองทัพเยอรมันเข้ามายึดและทำลายพระราชวังรวมทั้งขโมยของมีค่าต่างๆออกไปจนหมด ที่ปรากฎในทุกวันนี้ทั้งพระราชวังและสวนเป็นการบูรณะใหม่ตามแบบเดิม
สำหรับตัวพระราชวังนั้นถ้ามองด้านหน้าอาจจะรู้สึกว่าใหญ่โต แต่ในความเป็นจริงค่อนข้างแคบและมีห้องแค่ประมาณ 30 ห้องเท่านั้น
สถาปนิกในช่วงแรก(1714 - 1725)ได้แก่ Johann Friedrich Braunstein , Le Blond , Niccolo Michettiพิธีเปิดพระราชวัง มีขึ้นเมื่อ 15 สิงหาคม 1723 หลังจากนั้นเพียง 2 ปีก็ทรงสวรรคต พระเจ้าซาร์องค์ต่อๆมาทรงขยับขยายพระราชวังออกไปทีละนิดละน้อย แต่ที่ทรงบทบาทในแปลงโฉมพระราชวังจนวิจิตรงดงามอย่างในปัจจุบันนี้ก็คือสมเด็จพระจักรพรรดินี เยลิซาเวียตา พระธิดาองค์ที่สองของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชกับพระนาง เยคาธีริน่า ที่ 1 ค่ะ พระองค์โปรดให้ บาโทโลมิว รัสเตรลลิ สถาปนิกชื่อดังในสมัยนั้นเข้ามาปรับปรุงพระราชวังและเพิ่มน้ำพุเข้าไปในสวน แต่น่าเสียดายว่าเมื่อมีสงครามเกิดขึ้นทุกอย่างที่บรรจงสร้างมาก็ถูกทำลายลง กองทัพเยอรมันเข้ามายึดและทำลายพระราชวังรวมทั้งขโมยของมีค่าต่างๆออกไปจนหมด ที่ปรากฎในทุกวันนี้ทั้งพระราชวังและสวนเป็นการบูรณะใหม่ตามแบบเดิม
สำหรับตัวพระราชวังนั้นถ้ามองด้านหน้าอาจจะรู้สึกว่าใหญ่โต แต่ในความเป็นจริงค่อนข้างแคบและมีห้องแค่ประมาณ 30 ห้องเท่านั้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.landrussia.com/
หินชายแกร่งทั้งเจ็ด (Seven Strong Men Rock)
ตื่นตาเสาหินแมนปัปปู เนอร์ หินชายแกร่งทั้งเจ็ดแห่งสาธาณรัฐโคมิ
แมนปัปปู เนอร์ ร็อค ฟอร์เมชั่น
แมนปัปปู เนอร์ ร็อค ฟอร์เมชั่น (Manpupuner Rock Formations) หรือที่นิยมเรียกกันอีกหลายๆชื่อ เช่น หินชายแกร่งทั้งเจ็ด (Seven Strong Men Rock Formations) และเสาหินแห่งสาธาณรัฐโคมิ (Poles of the Komi Republic)
เป็นกลุ่มเสาหินที่มีชื่อเสียงและน่ามาเยือนมากแห่งหนึ่งของประเทศรัสเซีย โดยเสาหินทั้งเจ็ดนั้นตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเทือกเขาอูราล (Ural mountains) ในเขตเมือง Troitsko- Pechorsky
แมนปัปปู เนอร์ ร็อค ฟอร์เมชั่น เป็นกลุ่มเสาหินที่มี ความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 30เมตร - 42 เมตร สิ่งที่พิเศษของเสาหินยักษ์ที่มีรูปร่างผิดปกติที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นผลมาจากจากการกระทำของฝน ลม หิมะ และน้ำแข็ง โดยด้านบนของเหล่ายักษ์หินไม่สามารถเข้าถึงได้แม้กระทั่งนักปีนเขาหินที่มี ประสบการณ์
นอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวแท่งหินกลุ่มนี้ว่าเมื่อก่อนมียักษ์ชนเผ่าซามอ ยเย่ (Samoyeds) เดินผ่านูภูเขาเพื่อจะไปยังแถบไซบีเรียเพื่อทำลาย ชนเผ่าโวกุลสกี้ ( the Vogulsky people) แต่เมื่อเห็นภูเขาโวกุลสกี้อันศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าโวกุลสกี้ ยักษ์ที่เป็นหมอผีได้ทำกลองตกลงทำให้ทุกคนในกลุ่มกลายแป็นหินทันที ปัจจุบันถือว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากในรัสเซียแต่ไม่รู้จักกันดีในระดับสากล แต่ถึงอย่างไรก็ตามกลุ่มเสาหินแมนปัปปู เนอร์ ร็อค ฟอร์เมชั่นก็ยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของ รัสเซียอีกด้วย
เรื่องของ น้ำพุร้อน (Geysers) Гейзуров
หุบเขาแห่งน้ำพุร้อน (Valley of Geysers) บนคาบสมุทรคัมชัตก้า ด้านตะวันออกของประเทศรัสเซีย

ใต้ผืนดินโลกเรา ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และ น้ำพุร้อนก็เป็นหนึ่งในนั้นจากแรงดันและอุณหภูมิที่สูงก็เลยพุ่งออกมาหรือไหลออกมาให้ได้เห็นกัน จริงๆแล้วน้ำพุร้อนแบ่งได้หลายประเภทตามเกณฑ์ต่างๆแล้วแต่จะให้ความสำคัญเช่นแบ่งตามแร่ธาตุ ส่วนประกอบ หรือแบ่งตามกายภาพ ตามสายตามองเห็น
แต่เพื่อให้เข้าใจกระทู้นี้ได้ง่ายผมจะพูดถึงน้ำพุร้อน 2 ประเภทตามกายภาพ(มองเห็นได้ง่าย)
1. น้ำพุร้อน (Hot Spring) ประเภทนี้ความหมายรวมถึงบ่อน้ำร้อน (Hot Pool)ที่ มีน้ำพุร้อนไหลขึ้นมาจากใต้ดิน แต่ไหลมาขังอยู่ในแอ่งพื้นโลกเรียกว่า “บ่อน้ำร้อน” น้ำที่ขึ้นมาจากใต้ดินมีตั้งแต่อุ่นๆ จนถึงเดือดพล่าน เนื่องจากทางเดินน้ำใต้ดินใหญ่ทำให้น้ำสามารถไหลเวียนอย่างรวดเร็วได้ น้ำร้อนที่ไหลขึ้นมาอาจจะไหลออกไปจากแหล่งหรือกลายเป็นไอ เพื่อปล่อยพลังงานความร้อน น้ำร้อนแต่ละแห่งจะมีแร่ธาตุรวมทั้งก๊าซละลายอยู่ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีสีและกลิ่นแตกต่างกัน
1.2 น้ำพุร้อนที่มีน้ำพุ่งขึ้นมาหรือเรียกว่าน้ำพุกีเซอร์ (Geyser) เป็นน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังแรงมาก มีน้ำและไอน้ำที่ร้อนจัดกว่าน้ำพุร้อนประเภทบ่อน้ำร้อน น้ำอาจพุ่งสูงได้ถึง 60 เมตร ส่วนมากมักจะพบในบริเวณที่มีหินอัคนีที่ยังมีอุณหภูมิสูงอยู่ใต้พื้นโลก เมื่อน้ำได้รับความร้อนในระดับลึกๆ ถูกสกัดกั้นไม่ให้ถ่ายเทได้โดยง่ายเพราะรูที่ทำให้น้ำไหลออกมามีขนาดเล็ก และมีน้ำซึ่งเย็นกว่าขังอยู่ในแอ่งที่อยู่ด้านบน น้ำที่อยู่ในระดับลึกมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเมื่อสูงกว่า 100 องศาเซลเซียสก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นไอน้ำดันน้ำที่ขังอยู่ในรูไหลพุ่งขึ้นมา เช่นน้ำพุร้อนกีย์เซอร์ (Geysir) ประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า กีเซอร์ (Geyser) และน้ำพุร้อนอีกหลายแห่งในประเทศนิวซีแลนด์
13..ปามุคคาเล่ Pamukkale " ดินแดนแห่งน้ำพุเกลือร้อน จังหวัดเดนิซลี Denizli Province ประเทศตุรกี
Pamukkale ตั้งอยู่ใน บริเวณหุบเขา River Menderes valleyในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่อันหนาวเย็นที่สุดของตุรกี. เป็นน้ำพุร้อนที่ไหลมาจากใต้ดินผ่านซากเมืองเก่าสมัยกรีกก่อนที่จะไหลลงสู่หน้าผา .ในอดีตกาลชาวโรมันเชื่อว่าน้ำพุร้อนสามารถรักษาโรคได้จึงได้สร้างเมืองฮีโรโปลิส Hierapolis ล้อมรอบ
ในภาพยังมีซากเมืองฮีโรโปลิส Hierapolis อยู่ใกล้กับน้ำพุ ผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ ได้ก่อให้เกิดเป็นสายธารน้ำตกสีขาว เป็นชั้นๆหลายชั้น และผลจากการตกตะกอนและแข็งตัวของแคลเซี่ยม ทำให้เกิดเป็นแก่งหินสี และแก่งหินสีขาวราวกับหิมะขวางทางน้ำ เป็นทางยาวมีความงดงามมาก สิ่งที่ดึงดูดใจผู้ไปเยือนเป็นอย่างมากคือ หน้าผาสีขาวที่กว้างใหญ่ ด้านข้างของแอ่งน้ำ เป็นรูปร่างคล้ายหอยแครง และน้ำตกสีขาว ที่ดูเหมือนแข็งตัวเป็นหิมะ ชาวตุรกีขนานนามภูมิประเทศที่คล้ายกับสวงสวรรค์นี้ว่า Pamukkale หมายถึง"ปราสาทปุยฝ้าย" Pamuk หมายถึงปุยฝ้าย (cotton) kaleหมายถึงปราสาท(castle)
Beppu เป็นหนึ่งในน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดของ ประเทศญี่ปุ่น ประกอบขึ้นด้วยจำนวน9น้ำพุร้อนที่งดงาม ซึ่งบางครั้งเรียกว่า"นรกทั้งเก้า ของ Beppu" เป็นน้ำพุร้อนที่มีปริมาณน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกเหนือจากเยลโลว์สโตนใน สหรัฐอเมริกา และ และผู้มาเยือนส่วนมาก แค่มาชมมากกว่าอาบน้ำ
(ในภาพ) บ่อน้ำพุร้อนนรกบ่อที่ 9ได้รับการถ่ายรูป มากที่สุดในเก้าบ่อ เพราะมีสีเหมือนบ่อเลือดของนรก"“Blood Pond Hell”
11 รินคอน เดอ ลา เวียร์ย่า(Rincón de la Vieja) ประเทศคอสตาริก้า Costa Rica Rincon de la Vieja ยังมีภูเขาไฟที่ยังมีกำลังอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ Costa Rica . ชื่อของมันหมายถึง มุมที่อยู่ของหญิงแก่ "The Old Woman 's Corner", เป็นการอ้างอิงถึงตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับหญิงสาวคนรักที่ถูกโยนลงปล่องภูเขาไฟโดยพ่อของเธอ Rincon de la Vieja มีการปะทุอย่างรุนแรงในปี 1983 ที่ผ่านมา
ในภาพภูเขาไฟ Rincon de la Vieja ในพื้นที่ลาดของภูเขาไฟ Rincon de la Vieja จะมีน้ำพุร้อนและฟองอากาศของโคลนร้อน อยู่เป็นจำนวนมาก โคลนที่พบ มีแร่ธาตุและคุณสมบัติเป็นเครื่องสำอางค์ทำให้ผิวพรรณดี (โคลนจากภูเขาไฟ)
10 หุบเขาแห่งน้ำพุร้อน ประเทศรัสเซีย Valley of Geysers Russia,
ตั้งอยู่บนคาบสมุทรคัมชัตตา Kamchatka ในเขตหุบเขาตะวันออกไกลของรัสเซีย หุบเขาแห่งน้ำพุร้อน ประเทศรัสเซีย เป็น เขตน้ำพุร้อนกีเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในโลก ถูกค้นพบในปี 1941 โดยนักวิทยาศาสตร์ในท้องถิ่นชื่อ Tatyana Ustinova ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใน Kamchatka หุบเขาของกีย์เซอร์ได้รับความเสียหายอย่างมากในปี 2007 สาเหตุจากดินถล่ประมาณครึ่งหนึ่งของกีย์เซอร์ทั้งหมดถูกฝังอยู่ใต้ดิน อย่างไรก็ตามในเขตหุบเขานี้ก็ยังดึงดูดเป็นที่สนใจอย่างมากมากจากนักวิทยาศาสตร์และนักท่องเที่ยว
ภาพถ่ายจากกูเกิลส่วนที่แผ่นดินถล่มลงมาปิดหุบเขาน้ำพุร้อนกีเซอร์ของรัสเซีย
El Tatio เป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่ภายในเขตเทือกเขา Andes ที่ความสูงของ 4,300 เมตร(13,780 ฟุต) ในภาคเหนือของ ชิลี ด้วยเงื่อนไขทางสภาพภูมิอากาศและระดับความสูงเลยเป็นแหล่งที่มีน้ำพุร้อนมากกว่า กว่า 80 น้ำพุ El Tatio ยังเป็นเขตน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ทางซีกโลกใต้ และเป็นพื้นที่เปิด ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกที่มีน้ำพุร้อนกีเซอร์ แม้จะมีอากาศหนาวเย็นยะเยือกแต่ก็ยังมีคนจำนวนมากเดินทางมาแช่ตัวในน้ำพุร้อน
โรโตรัวตั้งอยู่บนชายฝั่งของทะเลสาบโรโตรัวของ นิวซีแลนด์ . เป็นที่ทราบกันเป็นดินแดนมหัศจรรย์ความร้อนของประเทศนิวซีแลนด์ มีน้ำพุร้อนกีย์เซอร์และน้ำพุร้อนอยู่มากมาย ทั้งในสวนสาธารณะและพื้นที่อนุรักษ์ มีการพบน้ำพุร้อน ไอน้ำ น้ำร้อนและโคลน ในพื้นที่ใหม่ ๆอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างปี 1899 - 1904น้ำพุร้อนWaimangu"(หมายถึงน้ำดำในภาษาเมารีชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์)มีปริมาณน้ำร้อนทั้งหมดถึง800 cubic meters และ พุ่งออกมาสูงถึง 457 ม. (1,523 ft). (สูงกว่าความสูงของหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส2เท่า)นิวซีแลนด์ได้ใช้พลังงานจากน้ำพุร้อนนี้อยู่ราว 20 ปี
7. หวงโหลง Huanglong (Yellow Dragon Mountain) ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางของ จีนที่รู้จักกันดีว่ามีหวงโหลงสระที่มีสีสันสวยงามที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนของแคลไซต์ calcite รวมทั้งยังมีระบบนิเวศป่าหลากหลาย ยอดเขาหิมะ, น้ำพุร้อนและน้ำตก เขต Huanglong ตอนใต้ยังมีทะเลสาบน้ำแร่มีน้ำพุร้อนอุณหภูมิ 21°Cที่มีแร่ธาตุใช้รักษาโรคได้ ร้อน, เวลาที่ดีที่สุดของปีในการเข้าชมบ่อระเบียงหินปูนเป็นเดือนกันยายนและตุลาคมเป็นช่วงที่บ่อน้ำจะมีสีฟ้า, สีเหลือง, สีขาวและสีเขียวสวยงาม
Huanglong ยังเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากมายรวมทั้งแพนด้ายักษ์
6 Geysers of Haukadalur ประเทศไอซแลนด์ Iceland,
ในภาพเป็นบริเวณแถบเขตหุบเขาHaukadalurที่มีน้ำพุร้อนกีเซอร์อยู่มากน้ำพุร้อนGeysir เป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในเขตหุบเขา Haukadalur เป็นน้ำพุร้อนที่ชาวยุโรปรู้จักกันมานาน น้ำพุร้อน Geysir สามารถพุ่งขึ้นสู่อากาศได้ถึง 70 เมตร ในอดีตเคยหยุดพุ่งไปเฉยๆรวมกันเป็นเวลาหลายปี ในขณะที่ .ในปัจจุบันนี้ Geysir จะมีไอน้ำร้อนพุ่งระเบิดออกมาประมาณ 3 ครั้งต่อวัน
( น้ำพุร้อนGeysir )
5. Jigokudani Monkey Park เมืองนากาโน่ Nagano, ประเทศญี่ปุ่น Japan
เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีน้ำพุร้อน จิโกกุดานิ ที่มีชื่อเสียง ชื่อจิโกกุดานิ Jigokudani หมายถึงหุบเขานรก (Hell’s Valley) เนื่องจากมีไอน้ำเดือดเป็นฟองขึ้นมาจากพื้นดินที่หนาวเย็นที่ล้อมรอบด้วยป่า หน้าผาสูงชัน) น้ำพุร้อนแห่งนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาเนื่องจากมีฝูงลิงป่าอาศัยอยู่ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หิมะตก ลิงป่าจะออกมาจากหุบเขาและหน้าผาลงไปแช่ในแอ่งน้ำอุ่นของ น้ำพุร้อนและกลับเข้าป่าไปในตอนเย็น
4 ดาลลอล Dallol ประเทศเอธิโอเปีย(Ethiopia)
Dallol เป็นปากปล่องที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใน เอธิโอเปีย . Dallol เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟในปี 1926, และมีไอน้ำจำนวนมากเกิดขึ้นในที่ราบแอ่งเกลือในบริเวณใกล้เคียง Dallol เป็นพื้นที่ห่างไกลมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดในโลกมีค่าอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีถึง 34 ° C (94 องศาฟาเรนไฮต์) จากการบันทึกไว้ระหว่างปี 1960 และ 1966 Dallol มีลักษณะคล้ายกับน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนของอเมริกา แต่ Dallol มีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
พื้นที่แห่งนี้ใกล้ภูเขาไฟทำให้อุณหภูมิในพื้นที่นั่นร้อนเกินไปไม่เหมาะจะเป็นสถานที่อยู่อาศัย นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ห่างไกลที่สุดในโลก ถนนก็ไม่มี การขนส่งต้องไปทางบกโดยใช้อูฐของคาราวาลเท่านั้นเพื่อไปเก็บเกลือซึ่งมีอยู่เต็มในบริเวณนั้น แม้ครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยมีรางรถไฟหากแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็ถูกปิดตัวลงเนื่องจากมีเส้นทางการค้าที่ดีกว่ามาทดแทน ส่วนสาเหตุสถานที่แห่งนี้ไม่ควรไปเนื่องจากมันตั้งอยู่ใกล้ชายแดนที่มีความขัดแย้ง ในหลายปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่พยายามจะเป็นสถานที่แห่งนี้มักถูกกลุ่มโจรทำอันตรายอยู่บ่อยครั้ง แต่หากคุณอยากจะไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้จริงๆ คุณจำเป็นต้องมียานพาหนะติดอาวุธไปด้วย
3. บลูลากูน Blue Lagoon ประเทศไอซ์แลนด์Iceland
บลูลากูนเป็นอ่างสปาร้อนตั้งอยู่ในแอ่งลาวา lava field ระหว่างเมือง Keflavikdy กับสนามบินนานาชาติเรคยาวิกในทางตะวันตกเฉียงใต้ ของ ไอซ์แลนด์ เป็นแอ่งทะเลสาบลากูนที่เป็นผลพลอยได้จากเครื่องกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า ที่ใช้กำลังจากพลังงานไอน้ำร้อนจากใต้พิภพในบริเวณใกล้เคียง หลังจากน้ำร้อนผ่านกังหัน, จะถูกป้อนเข้าสู่ทะเลสาบในที่สุดกลายเป็น น้ำอุ่นที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ น้ำในบลูลากูมีชื่อเสียงขึ้นเนื่องจากช่วยให้คนจำนวนมากหายจากโรคผิวหนัง อุณหภูมิของน้ำในพื้นที่อาบน้ำและว่ายน้ำของลากูนเฉลี่ย 40 ° C (104 ° F) และลงแช่ได้ทั้งปีแม้ในสภาพอากาศหนาวจนเป็นน้ำแข็ง
2 อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน ประเทศสหรัฐอเมริกาYellowstone United States อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลกตั้งขึ้นเมื่อปี 1872 เพื่ออนุรักษ์น้ำพุร้อนที่มีอยู่จำนวนมาก รวมถึงแหล่งความร้อนอื่น ๆ และทั้งเพื่อป้องกันสัตว์ป่าสูญพันธุ์ (ในภาพตัวไบซันbisonกำลังเดินอยู่ใกล้น้ำพุร้อนในเขตอุทยาน) เยลโลว์สโตนมีความงดงามอย่างไม่น่าเชื่อจากความขรุขระของพื้นที่ เยลโลว์สโตนตั้งอยู่บนพื้นที่จุดร้อนขนาดใหญ่บนพื้นโลกที่มีอุณหภูมิสูงอยู่ใต้พื้นดิน
(น้ำพุร้อนกีเซอร์ มิดเวย์ในเขตอุทยาน)
1..น้ำพุร้อนบิน Fly Geysers
ตั้งอยู่ในรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นน้ำพุร้อนแห่งเดียวในโลก ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้มีหินรูปร่างเหมือนกรวยไอศกรีมโคน และมีน้ำพุ่งต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ หินทรงกรวยของน้ำพุมีความสูงประมาณ 12ฟุตและพ่นน้ำพุสูงขึ้นไปจากฐานอีกราว 5ฟุต มองภาพเหมือนน้ำพุกำลังบินเลยได้ชื่อว่า Fly Geysers ย้อนไปในอดีตผืนดินบริเวณนี้ก็เหมือนกับที่ดินอื่นๆทั่วๆไป จนกระทั่งปี 1916 เจ้าของที่ดินได้ขุดเป็นบ่อดินลงไปแต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1964 ก็มีน้ำพุร้อนที่ร้อนถึง 40เซนติเกรด centigrade พุ่งออกมา มีหลายหน่วยงานพยายามติดต่อซื้อที่ดินผืนนี้แต่เจ้าของไม่ยอมขาย จากการตรวจสอบน้ำพุดูปรากฎว่ามีแร่ธาตุอยู่เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นแร่ธาตุเหล่านั้นก็เริ่มตกตะกอนเกาะกลุ่มแข็งตัวขึ้นรอบๆบ่อเป็น รูปทรงกรวย ส่วนสีแดงและเขียวของรูปทรงกรวยเกิดขึ้นจากสารแคลเซี่ยมคาร์บอเนตและซัลเฟอร์ดิออกไซด์ Calcium Carbonate and Sulphur-di-oxide
Mount Elbrus ยอดเขาเอลบรุส
ยอดเขาเอลบรุส (รัสเซีย: Эльбрус) เป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัสทางตะวันตกของประเทศรัสเซียใกล้กับชายแดนประเทศจอร์เจีย เป็นภูเขาไฟที่สงบมาแล้วประมาณ 2,000 ปี มียอดสูงสุดสองยอด ยอดทางทิศตะวันตก ชื่อเอลบรุส มีความสูง 5,642 เมตร อยู่ในเขตทวีปยุโรป ส่วนยอดทางทิศตะวันออก มีความสูงน้อยกว่าเล็กน้อย ที่ 5,621 เมตร อยู่ในเขตทวีปเอเชีย ภูเขาเกิดการรวมตัวของภูเขาไฟ สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งดึงดูดความท้าทายของนักปีนเขา และสำหรับคนที่ไม่ชอบความท้าทาย ที่นี่จะมีระบบเคเบิลคาร์อำนวยความสะดวกถึงแค่ความสูง 3,800 เมตร (12,500 ฟุต)
ยอดเขาเอลบรุส จัดเป็นภูเขา และภูเขาไฟที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นหนึ่งใน Seven Summits และ Volcanic Seven Summits

ทะเลสาบไบคาล - Lake Baikal - о́зеро Байка́л
ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ " อิสเวียซเทีย" ของรัสเซียกำลังจัดการโหวตเลือก " 7 สิ่งมหัศจรรย์ของรัสเซีย " งานนี้มีการแบ่งโซนของประเทศเป็น 7 โซน คือเขตตอนกลาง เขตใต้ เขตเทือกเขาอูราล เขตไซบีเรีย เขตตะวันออกไกล เขตตะวันตกเฉียงเหนือ และเขตลุ่มแม่น้ำโวลก้า แต่ละเขตก็จะส่งของดีของตนมาประกวดประชันกัน
สิ่งที่ผู้อ่านสามารถเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่ง สามารถเป็นได้ทั้งสิ่งปลูกสร้าง ทั้งสมัยเก่า และสมัยใหม่ รวมทั้งสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มา ตอนนี้การโหวตผ่านมา 2 รอบแล้ว และปัจจุบันกำลังเข้าสู่รอบตัดสิน แต่แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะตกรอบไป แต่ผมเห็นว่าแปลก น่าสนใจ และหลายสิ่งหลายอย่าง ก็ไม่คิดว่าจะมีในโลก จึงจะทะยอยนำมาเสนอที่นี่ ในลำดับต่อๆไป
ทะเลสาบไบคาล - ลึกสุดโลก
ทะเลสาบไบคาล เจ้าของสมญา " ดวงตาสีน้ำเงินแห่งไซบีเรีย " , " ไข่มุกแห่งไซบีเรีย " และ " กาลาปากอสรัสเซีย "
ทะเลสาบไบคาล ตั้งอยู่ทางใต้ของเขตไซบีเรีย มันโด่งดังจากการที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุดในโลก โดยระดับความลึกสูงสุดอยู่ที่ 1,637 เมตร และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลก โดยประมาณแล้ว น้ำจืดบนพื้นผิวโลกจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ มารวมกันอยู่ที่ไบคาล แม้ว่าพื้นผิวของทะเลสาบจะมีอยู่แค่ 31,500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของทะเลสาบสุพีเรียร์ หรือทะเลสาบวิคตอเรีย และจริงๆแล้วปริมาณน้ำจืดของไบคาล ก็มากกว่าน้ำจืดของทะเลสาบที่ยิ่งใหญ่ในอเมริกาเหนือทุกแห่งรวมกันเสียอีก
ความยาวของทะเลสาบรูปพระจันทร์เสี้ยวแห่งนี้คือ 636 กิโลเมตร แต่จุดที่กว้างที่สุด กลับมีอยู่แค่ 80 กิโลเมตรเท่านั้น ไบคาลมีเกาะ 22 เกาะ โดยเกาะที่ใหญ่ที่สุด ยาว 72 กิโลเมตร
แถบทะเลสาบไบคาล เป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืช 1,085 สายพันธุ์ และสัตว์ 1,550 สายพันธุ์ และ 2 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าว ไม่พบในที่อื่นใดในโลก ไบคาล เป็นที่อยู่อาศัยของแมวน้ำน้ำจืด 1 ในเพียง 3 สายพันธุ์ที่มีอยู่ในโลก
ยูเนสโก ประกาศให้ทะเลไบคาล เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1996
ไบคาลเป็นทะเลสาบโบราณ มีอายุราว 25 - 30 ล้านปี และก็ถือกันว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบยุคโบราณที่สุดในทางธรณีวิทยา (อายุเฉลี่ยของทะเลสาบโลกอยู่ที่ 10 - 15 ล้านปี ) แต่โลกเพิ่งจะรู้จักมันดีแค่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง คือในช่วงที่การก่อสร้างทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย เดินทางมาถึงที่นี่ในราวปี 1896 - 1902 เมื่อคณะนักสำรวจต้องเข้ามาทำแผนที่ความลึกของทะเลสาบ และก็เป็นครั้งนั้นเองที่รัสเซีย ได้พบกับความพิเศษของมัน กับการที่มันเป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืดมากถึง 23,600 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือ 1 ใน 5 ของทั้งโลก
ทะเลสาบแห่งนี้ จริงๆแล้วก็คือหุบเขาที่เกิดจากการแยกตัวกันของเปลือกโลก ก้นทะเลสาบอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 1,285 เมตร แต่ถัดจากนั้นลงไปเป็นระยะทางถึงราว 7 กิโลเมตร ( หรือ 8 - 9 กิโลเมตรจากผิวน้ำ ) ก็คือชั้นตะกอน จึงถือได้ว่า นี่คือหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลก
ในทางธรณีวิทยา หุบเขาแห่งนี้ค่อนข้างใหม่ จึงยังมีความเคลื่อนไหวอยู่มาก อย่างเช่นในแต่ละปี มันจะแยกตัวออกจากกันราว 2 เซ็นติเมตร แผ่นดินไหว และน้ำพุร้อน ก็พบได้ในหลายเขตของแถบนี้
เคยมีการเก็บเอาตัวอย่างตะกอนของไบคาลมาศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกย้อนไปไกลถึงเมื่อ 250,000 ปีก่อน และในเร็วๆนี้ก็จะมีการเก็บตะกอนในระดับที่ลึกมากกว่าเดิม เพื่อให้สามารถศึกษาย้อนหลังกลับไปได้ไกลมากกว่าเดิม
ทรัพยากรน้ำจืดของไบคาล ได้มาจากแม่น้ำลำคลองรวม 330 สายที่ไหลลงมาที่นี่ ขณะเดียวกัน น้ำจากไบคาล ก็ไหลออกไปยังแม่น้ำสายเดียวคือ อันการ่า ที่ไหลลงแม่น้ำ เยนิเซ
แม้ว่าทะเลสาบจะลึกมาก แต่ระบบการหมุนเวียนของออกซิเจนในทะเลสาบ ก็ดำเนินไปเป็นอย่างดี สัตว์และพืชในน้ำจึงอยู่กันได้สบาย
แต่เดิม ไบคาลคือธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะมีโรงงานมาตั้งอยู่ที่นี่แค่โรงเดียว แม้จะปล่อยน้ำเสียลงมาไม่น้อย แต่ไบคาลก็ยังสามารถรับได้ แต่เมื่อคนรัสเซียมีเงินมากขึ้น นักธุรกิจก็มีแผนมาตั้งโรงแรมหรูในแถบนี้ ก็ทำให้หลายคนเริ่มเป็นห่วงมากขึ้น
บริษัทน้ำมันรัสเซียก็เคยมีแผนจะวางท่อน้ำมันห่างจากเขตทะเลสาบแค่ 800 เมตร ซึ่งก็ทำให้หลายฝ่ายหวาดเสียว หากว่าท่อเกิดแตกขึ้นมา บรรดาสัตว์และพืชที่ไบคาล ซึ่งหาในที่อื่นใดไม่ได้อีกแล้วในโลก อาจจะเป็นอันตราย ประธานาธิบดีปูติน เลยสั่งให้ย้ายแนวท่อให้ห่างออกไป 40 กิโลเมตร
เนิน มามาเยฟ คูร์กาน Mamaev Kurgan
แม่เรียกให้ไปรบ จากบล็อคของโอเคเนชั่นค่ะ
(http://www.oknation.net/blog/print.php?id=696484)
เรื่องของอนุสาวรีย์ The Motherland Calls แต่บางทีก็เรียกกันว่า Mother Motherland , Mother Motherland Is Calling , หรือไม่ก็เรียกแบบง่ายๆว่า The Motherland หรือ The Mamayev Monument, แต่ถ้าให้ตรงตามคำศัพท์ของรัสเซีย ก็น่าจะเรียกว่า Mother Motherland Is Calling
คุณแม่แห่งมาตุภูมิ ท่านเรียกมาทำอะไร คำตอบก็คือ หากมองที่หน้าตาท่าทาง และอีดาบของแม่ท่าน ท่านเรียกลูกๆของท่านให้ออกรบกับศัตรูค่ะ
สหภาพโซเวียตสร้างท่านขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะของสหภาพโซเวียต ที่มีต่อกองทัพที่ 6 ของนาซีเยอรมัน ในการรบที่เมืองสตาลินกราดช่วงสงครามครั้งที่ 2
สมัยนั้น สตาลินหวังสร้างเมืองสตาลินกราดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลกให้สมกับที่มีการนำชื่อของท่านมาเป็นชื่อเมือง ข้างฝ่ายฮิตเลอร์ที่ตอนแรกยกทัพมาหวังบุกกรุงมอสโก หลังบุกไม่ได้ ก็หาทางถล่มกล่องดวงใจของสตาลินให้ย่อยยับในช่วงปี 1942 - 1943 ด้วยการถล่มสตาลินกราดให้กลายเป็นผุยผงเพื่อระบายความแค้น
ข้างฝ่ายสตาลินก็จำเป็นอยู่เองที่ต้องปกป้องเมืองที่มีชื่อของเขาประดับหราอยู่ทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้เสียหน้าประชาชนชาวโลก
ก็จึงไม่แปลก ที่ทั้งสองฝ่ายจะรบกันจนไม่มีอะไรเหลือให้แย่งชิงที่นี่ เพราะทุกอย่างพังไปหมดแล้ว แต่ก็ยังรบกันอยู่นั้นแหละ เรื่องศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้
เมื่อเห็นว่าใกล้จะแพ้ ฮิตเลอร์ก็เพิ่มแรงกดดันให้กับนายพลเปาลุส ผู้บัญชาการกองทัพที่ 6 ของเขา โดยเลื่อนยศเป็นจอมพล เพราะหวังจะเพิ่มแรงฮึดให้เปาลุส เนื่องจากในประวัติศาสตร์ชาติเยอรมัน ไม่มีจอมพลคนใดเคยยอมจำนนต่อศัตรู จอมพลเปาลุสตอนยอมจำนน
แต่เพราะความหนาวระดับบีบตับ ความหิวความโหยระบบบีบลำไส้ของทหารทุกผู้ทุกนาย เปาลุสในยศจอมพลก็สร้างประวัติศาสตร์ ยอมนำทัพเข้าจำนนเป็นคนแรกหลังรบกันมา 200 วัน ปิดฉากสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะแค่ 200 วัน ว่ากันว่ามีคนล้มตายที่นี่ประมาณ 1 ล้าน
สมรภูมิที่ สตาลินกราด ในสงครามโลกครั้งที่ 2 Battle of Stalingrad
สมรภูมิที่ สตาลินกราด ในสงครามโลกครั้งที่ 2 Battle of Stalingrad (โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ)
ทหารเยอรมันขณะเริ่มยุทธการบาร์บารอสซา (Barbarrossa) เพื่อรุกเข้าสู่ประเทศรัสเซีย โดยไม่คาดว่าความหายนะครั้งยิ่งใหญ่กำลังรออยู่ข้างหน้า
นับแต่เริ่มยุทธการบาร์บาร์รอสซ่า (Barbarrossa) เยอรมันทำการรบอย่างสายฟ้าแลบ ท่ามกลางความตื่นตระหนก และเสียขวัญของกองทัพรัสเซีย เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่า เยอรมันจะโจมตีตนเอง
กองทัพเยอรมันรุกอย่างรวดเร็ว หน่วยยานเกราะ Panzer เป็นหัวหอกนำ สนับสนุนด้วยหน่วยบิน Luftwaffe ที่ทิ้งระเบิดโจมตีจุดยุทธศาสตร์ และกองกำลังของรัสเซีย หน่วยทหารตามเข้าตีอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงแรกๆ มีทหารรัสเซียถูกจับเป็นเชลยนับแสน อย่างไรก็ตาม ยิ่งรุกเร็วมากเท่าไร หน่วยส่งกำลังบำรุงและเสบียงของกองทัพเยอรมันก็ยิ่งถูกทิ้งห่างจากแนวหน้ามากขึ้นเท่านั้น
และในที่สุด กองทัพที่ 6 ของเยอรมัยก็รุกเข้าไปจนสุดสายการส่งกำลังบำรุง ณ เมืองเมืองหนึ่ง ริมแม่น้ำวอลก้า เมืองที่มีชื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำรัสเซีย โจเซฟ สตาลิน นั่นคือเมือง สตาลินกราด
กองทัพที่ 6 ของนายพล ฟอน เปารัส (Paulus) มีเป้าหมายหลักที่สำคัญอยู่ที่เมืองสตาลินกราด โดยมีกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ของพลเอก แฮร์มนาน์ โฮท (Colonel General Hermann Hoth) กองทัพทั้งสองได้มุ่งหน้าสู่เมืองสตาลินกราดอย่างมั่นคง กวาดล้างกองทัพแดง ของรัสเซียลงอย่างราบคาบ
แต่แล้ว ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมัน ก็ได้เข้ามาก้าวก่ายการวางแผนของฝ่ายเสนาธิการเยอรมัน โดยสั่งการให้ กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 มุ่งหน้าลงใต้สู่คอเคซัส ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่มีค่ามหาศาล เพื่อยึดทรัพยากรดังกล่าว แม้ฝ่ายเสนาธิการจะได้ทัดทานว่า การกำหนดเป้าหมายหลักทางทหารสองแห่งพร้อมๆกัน จะทำให้กำลังที่กำลังรุกไปข้างหน้าเสียสมดุล และขาดความเข็มแข็งที่แท้จริง เนื่องจากจะต้องมีแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน แทนที่จะทุ่มไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
แต่ฮิตเลอร์ก็หาได้ฟังคำทัดทานนั้นไม่ กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 จึงถูกแยกออกจากกองทัพที่ 6 และทำให้ กองทัพที่ 6 รุกไปสู่สตาลินกราดได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ฝ่ายรัสเซียมีเวลาในการเตรียมการ และนั่นคือจุดผิดพลาดอันยิ่งใหญ่จุดหนึ่งของเยอรมัน
ครึ่งเดือนต่อมา ฮิตเลอร์เปลี่ยนใจและสั่งการให้กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ซึ่งเป็นกองทัพยานเกราะ กลับไปช่วยกองทัพที่ 6 ของนายพลเปารัส แต่ก็ช้าไป
ในวันที่ 9 สิงหาคม 1942 เนื่องจากต้องเคลื่อนย้ายไปๆมาๆ ทำให้กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ของนายพลโฮท ต้องหยุดลงเนื่องจากขาดน้ำมันและอาหาร โดยหยุดอยู่ห่างจากสตาลินกราดเพียง 160 กิโลเมตร ในขณะที่กองทัพที่ 6 ได้ข้ามแม่น้ำดอน (Don) มุ่งเข้าสู่ชานเมืองสตาลินกราด กองทัพที่ 62 และ 64 ของฝ่ายรัสเซียที่อยู่ในเมืองทำการต่อต้านอย่างเหนียวแน่น
เยอรมันสร้างสนามบิน เพื่อการส่งกำลังบำรุงบริเวณช่องว่างระหว่างแม่น้ำดอน และแม่น้ำวอลก้า (Volga) เพื่อให้กองทัพอากาศที่ 4( Luftflotte 4) สามารถลำเลียงอาวุธยุทธปัจจัยได้สะดวกขึ้น และในวันที่ 2 กันยายน กองทัพที่ 6 และกองทัพแพนเซอร์ที่ 4 จึงสามารถเชื่อมต่อกันได้
ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของหน่วยยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ ของกองทัพเยอรมัน ในรัสเซีย กำลังยิงต่อสู้กับข้าศึก ทั้งสองฝ่ายมีการปืนใหญ่ต่อสู้รถถังกันอย่างกว้างขวางในการรบที่สตาลินกราด เพราะสภาพสมรภูมิ เป็นการรบในเมือง ทำให้รถถังมีขีดจำกัดในหลายๆ ด้าน และง่ายที่จะตกเป็นเหยื่อของปืนต่อสู้รถถัง
รถถังเพียงคันเดียวที่ถูกยิงขวางถนนกลางเมือง ที่สองข้างทางเป็นซากตึก อาจจะเป็นเหตุให้รถถังที่เหลือไม่สามารถเคลื่อนที่ไปทางอื่นได้ และตกเป็นเหยื่อของปืนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ตามซากอาคาร
ยุทธวิธีนี้สหรัฐอเมริกามีการศึกษาอย่างมาก ก่อนการเข้ายึดกรุงแบกแดดของอิรัคครั้งล่าสุด ไม่เช่นนั้นแล้ว รถถังนำขบวนเพียงคันเดียวที่ถูกยิงบล็อคขบวนรถถังทั้งหมด บนถนนที่ขนาบไปด้วยอาคารทั้งสองข้าง อาจส่งผลให้รถถังที่เหลือ กลายเป็นเป้านิ่ง (sitting duck) ได้ในที่สุด
การรุกเข้าไปสู่สตาลินกราด กล่าวได้ว่าทุกเมตร ทุกหลา เต็มไปด้วยการต่อสู้อย่างนองเลือด เยอรมันพยายามทำลายตึกรามต่างๆ ด้วยปืนใหญ่และการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน
แต่สตาลินกราดเป็นเมืองสมัยใหม่ ตึกต่างๆถูกสร้างอย่างแน่นหนา การโจมตีของเยอรมันจึงเพียงแต่ทำลายรูปทรงอาคารเท่านั้น ตึกต่างๆถูกยุบ ทำลายลงเป็นเสมือนป้อมปราการให้ฝ่ายรัสเซีย ที่ใช้ทุกมุม ทุกซอก ต่อต้านทหารเยอรมัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการต่อสู้อย่างหนัก เยอรมันก็เข้าถึงใจกลางเมืองได้ และมุ่งหน้าสู่เขตอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดหนัก
ในวันที่ 29 กันยายน ทหารรัสเซียภายใต้การนำของนายพลชุยคอฟ (Chuikov) ก็เข้าตีตอบโต้ นายพลของรัสเซียอีกคนหนึ่งคือนายพลซูคอฟ (Zhukov) ได้เตรียมกำลังที่สดชื่นและมีจำนวนมหาศาล รอคอยการตีโต้ตอบด้วยเช่นกัน
การตีโต้เริ่มขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน กำลังจำนวนมหาศาลของรัสเซียสร้างความประหลาดใจให้กับกองทหารเยอรมันที่อ่อนล้า ภายในเวลาแค่ 24 ชม. กองทหารเยอรมัน และทหารรูเมเนีย ซึ่งร่วมกับทหารเยอรมันในฐานะฝ่ายอักษะ ถูกตีแตกกระจัดกระจายและทำการโอบล้อมทหารเยอรมันจำนวน 270,000 คนให้ตกอยู่ในวงล้อมภายในสตาลินกราด
ในขณะที่วงล้อมยังไม่แข็งแรง ฝ่ายเสนาธิการของเยอรมันเสนอให้ฮิตเลอร์ถอนกองทัพที่ 6 ออกจากสตาลินกราด เพื่อจัดแนวใหม่ แต่ฮิตเลอร์ปฏิเสธ พร้อมกับออกคำสั่งให้ทหารเยอรมันสู้จนคนสุดท้าย นับเป็นความผิดพลาดอีกครั้งหนึ่ง ทหารเยอรมันต่อสู้อย่างสมเกียรติ และห้าวหาญ
นายพลแมนสไตน์ (Erich Von Manstein) ของเยอรมันนำทัพมาช่วย โดยอยู่ห่างจากเมือง 48 กม. และขอให้นายพลเปารัส นำกองทัพที่ 6 ฝ่าออกมา แต่เปารัสปฏิเสธ และขอสู้ตามคำสั่งของฮิตเลอร์
ฮิตเลอร์ตอบสนองด้วยการแต่งตั้งเปารัสเป็นจอมพล เพราะยังไม่เคยมีจอมพลของเยอรมันที่ยอมแพ้ข้าศึก
ขณะเดียวกันรัสเซียก็เริ่มบีบวงล้อมให้แน่นขึ้น สนามบินซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่สามารถส่งกำลังบำรุงให้กองทัพที่ 6 ก็ตกเป็นของรัสเซีย ในวันที่ 25 มกราคม จากวิทยุที่ได้รับรายงานจากสตาลินกราด แสดงให้เห็นว่าทหารรัสเซียกำลังบุกเข้ามาทุกทิศทุกทาง บางส่วนอยู่ที่หน้ากองบัญชาการของจอมพลเปารัส
กองทัพน้อยที่ 11 ของเยอรมันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพที่ 6 พยายามต่อต้านอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานได้ เนื่องจากขาดกระสุน และยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น
ในที่สุด วันที่ 2 กุมภาพันธ์ จอมพลเปารัสก็สั่งให้ทหารเยอรมันยอมจำนน ทหารเยอรมันกว่า 200,000 คนถูกจับ จำนวนนี้เพียง 5,000 คนที่รอดชีวิตจากค่ายเชลยอันทารุณของรัสเซีย ฮิตเลอร์ ได้รับรู้ถึงรสชาดของความพ่ายแพ้ ความพ่ายแพ้ที่เป็นจุดวกกลับจุดหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2
ОХОТНИК ЗА КАМНЕМ นักล่าสมบัติใต้กองหิน
จากหนังสืออ่านนอกเวลาวิชาภาษารัสเซีย читалем о россии по русски
เล่าโดย По рассказу Ю.Яков.лева (เพิ่งหัดแปลเป็นภาษาไทยค่ะ เห็นว่ามีประโยชน์ค่ะ)
ОХОТНИК ЗА КАМНЕМ
Саше Ферсману было шесть лет, когда он принёс домой свой первый камушек. Каждое лето семья проводила в Крыму. Вместе с ребятами. Саша лазил по горам. Мальчики искали прозрачные, как вода, кристаллы.Однажды на чердаке старого дома ребята нашли ящик с минералами. На каждом камне был номер, а на листе бумаги - название всех камней. Это было настоящее открытие: оказывается, даже простые камни имеют своё имя!
นักล่าสมบัติใต้กองหิน
เด็กชาย ซาช่า(เป็นชื่อเล่นของคนชื่อ อเล็กซานเดอร์ ในรัสเซีย) เฟียรซมาน ได้นำก้อนหินก้อนแรกกลับบ้าน ตอนอายุ ๖ ขวบ ครอบครัวของเขาจะพากันไปพักผ่อนช่วงฤดุร้อนที่แหลมไครเมีย พร้อมกับเด็กคนอื่นๆ ซาช่าชอบปีนเขา เด็กอื่นๆ ชอบค้นหาหินก้อนใสๆเหมือนน้ำที่สะท้อนแสง หรือที่เรียกกันว่าคริสตัล ครั้งหนึ่ง เด็กๆไปพบกล่องใส่แร่หินที่ห้องใต้หลังคาในบ้านเก่าๆหลังหนึ่ง แร่หินทุกก้อนมีหมายเลขติดอยู่ และก็มีแผ่นกระดาษที่แสดงรายชื่อของแร่หินแต่ละก้อนไว้ พวกเขาพบว่า แม้แต่หินก้อนเดียว มันก็มีชื่อของตัวเอง
Товарищи вскоре увлеклись другими делами, а Саша продолжал лазить по горам или часами искал камни на морском берегу. Его коллекция с каждым годом росла. Теперь он уже собирал коллекцию по всем правилам: хорошо обрабатывал найденный камень, выписывал из книг его научное название, отмечал место, где он были найден.
ในไม่ช้า เด็กอื่นๆก็หันไปสนใจสิ่งอื่นๆมากกว่า แต่ซาช่ายังคงปีนเขาหรือไม่ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ เดินหาก้อนหินแปลกๆตามชายฝั่งทะเล ยิ่งเวลาผ่านไปเป็นปีๆ ของสะสมของเขาก็มากขึ้น ถึงตอนนี้เขารวบรวมของสะสมอย่างเป็นระบบ เขาดูแลทำความสะอาดหินที่พบเป็นอย่างดี เขียนชื่อทางวิทยาศาสตร์ของพวกมันตามหนังสือวิจัย และก็ชื่อสถานที่ที่ถูกขุดพบ
Чем больше он знал о камне, тем · больше увлекался. Читал книги по истории земли, по минералогии и химии. Коллекция перестала быть детской игрой.Саша мог часами рассказывать о жизни и истории минералов. Как они образуются, во что превращаются, из чего состоят. Самый мягкий минерал- тальк, а самый твёрдый - алмаз. Недаром императоры Рима обещали свободу тем рабам, которым удалось бы разбить кристалл алмаза.
ยิ่งเขาเรียนรู้เกียวกับแร่หินมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเพิ่มความสนใจมากขึ้นเท่านั้น เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโลก แร่ธาตุต่างๆและวิชาเคมี การสะสมที่เคยเป็นงานอดิเรกแบบเด็กๆก็หยุดลง ซาช่า สามารถพูดคุยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และแร่หินต่างๆได้เป็นชั่วโมงๆ ว่าพวกมันเกิดจากอะไร เซ็ทตัวอย่างไร จึงมากเป็นหินแบบนี้ แร่หินที่มีมวลเบาที่สุดคือ แป้งหรือหินสบู่ แร่ที่มีมวลแข็งแกร่งที่สุดคือเพชร ถึงขนาดจักรพรรดิแห่งโรม เคยประกาศกับเหล่าทาสว่า ถ้าใครสามารถทำให้เพชรแตกได้ จะให้อิสรภาพ โดยไม่มีเงื่อนไข
Сколько богатств находится :в земле! Таких, о которых ещё не знает человек! Так увлечение минералами стало делом всей жизни Александра Евгеньевича Ферсмана. Дни путешествий, далёких и трудных экспедиций были для него самыми счастливыми. Он объездил всю страну: были за Полярным кругом и в пустынях Средней Азии, в Уральской тайге и в горах Памира. Были открыты сотни месторождений редких минералов и полезных ископаемых.
มีทรัพยากรที่ล้ำค่ามากมายในโลกใบนี้ ที่มนุษย์ยังไม่รู้ คนที่หลงใหลในการสะสมก้อนแร่ ก็กลายเป็นธุรกิจตลอดชีวิตของ อเล็กซานเดอร์ เยฟเกเนวิช เฟียรซมาน ช่วงเวลาเตรียมตัวสำหรับการเดินทาง สำหรับหนทางที่ยาวไกลและลำบากลำบน หนักหนาสาหัส เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด เขาเดินทางไปทุกประเทศ เขาเคยไปรอบๆขั้วโลก ทะเลทรายแถบภาคกลางของทวีปเอเซีย ที่ป่าไทก้าในเทือกเขาอูราล และเทือกเขาปามีร์ ปามีร์ แหล่งแร่หายากเป็นร้อยๆแห่ง และซากฟอสซิลที่ล้ำค่า ที่ถูกเขาค้นพบ
Из каждой экспедиции - на машинах, верблюдах, лошадях, а то и просто пешком - <<охотник за камнем>> возвращался с новыми минералами. Многие минералы были неизвестны науке, и перво открыватели придумывали им имена: пушкинит, чкаловит. Некоторые минералы названы по имени народов: пушкинит, узбекит, или по месту их нахождения уралит, мурманит.Есть минерал «ферсманит».
การเดินทางแต่ละครั้งประกอบไปด้วย การเดินทางโดยรถยนต์ ขี่อูฐ ขี่ม้า และเดินด้วยเท้า แต่นักล่าสมบัติใต้กองหิน ก็กลับมาพร้อมกับแร่ธาตุใหม่ๆ มีหลายชนิดที่ไม่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ และผู้ที่ค้นพบก็จะเป็นคนตั้งชื่อให้มัน เช่น ปุชกินิท ฉกาลาวิท แร่บางชนิดก็ตั้งชื่อธรรมดา ตามชื่อคน ชื่อประเทศ เช่น ปุชกินิท อุซเบกิต หรือ ตั้งชื่อตามสถานที่ที่พบมัน เช่น อูราลิต มูรมานิท และมีชนิดหนึ่งตั้งชื่อว่า เฟียซมานิท
«Охотник за камнем» стал учёным с мировым именем, академиком. Одним из создателей новой науки о химии земли геохимии.А ведь всё началось с детской коллекции.
ผู้เชี่ยวชาญด้านแร่ธาตุ กลายเป็นชื่อเรียก ของนักล่าสมบัติใต้กองหิน หนึ่งในผู้ค้นพบสิ่งใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเคมีธรณีของโลก และทั้งหมดนี้ เริ่มขึ้นจากการสะสมก้อนหิน ซึ่งเป็นงานอดิเรกของเด็กๆ นั่นเอง
แปลโดย ณัฏฐนันทน์ เที่ยงวัฒนะ (เจี๊ยบ) วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๗